ถ้าอยากให้ลูกคุ้นภาษาอังกฤษที่บ้าน จุดเริ่มที่ง่ายกว่าการหาแบบฝึกใหม่ทุกวันคือ ใช้ภาษาอังกฤษกับสิ่งที่ครอบครัวทำอยู่แล้ว
การตื่นนอน กินข้าว แต่งตัว เล่น อาบน้ำ และเข้านอนเป็นกิจวัตรที่เกิดซ้ำและมีบริบทชัด จึงเหมาะกับการใช้ประโยคสั้น ๆ ที่ความหมายถูกช่วยด้วยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเป็นภาษาไทยทุกครั้ง
ในประสบการณ์ของทีม Khaopoon การทำให้ภาษาอังกฤษอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นส่วนสำคัญของการใช้ภาษากับลูกมาตั้งแต่ช่วงที่เริ่มพูดได้ เราไม่ได้เริ่มจากการให้จำประโยคจำนวนมาก แต่ค่อย ๆ ใช้คำและวลีที่สัมพันธ์กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง
เริ่มจากช่วงเดียวของวันก่อน
ไม่จำเป็นต้องประกาศว่า “ตั้งแต่วันนี้เราจะพูดอังกฤษทั้งวัน”
สำหรับหลายบ้าน วิธีนั้นทำให้ทั้งพ่อแม่และลูกเหนื่อยเร็ว โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่ยังต้องคิดประโยคก่อนพูด
เลือกเพียงหนึ่งช่วง เช่น ตอนเช้า หรือก่อนนอน แล้วใช้ประโยคเดิมให้คุ้นก่อน
ช่วงเช้าอาจมี:
Good morning.
Time to get up.
Let’s get dressed.
Brush your teeth.
Are you ready?
เมื่อพูดประโยคเดิมในสถานการณ์เดิมหลายครั้ง เด็กไม่ต้องจำคำแปลทีละคำ เขาเห็นว่าประโยคนั้นนำไปสู่อะไร
พูดให้สัมพันธ์กับสิ่งที่กำลังทำ
บริบทที่มองเห็นและการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นช่วยให้เด็กมีข้อมูลสำหรับเดาความหมายของประโยค โดยไม่ต้องเริ่มจากคำแปลทุกครั้ง
ตอนหยิบรองเท้า เราพูด Put on your shoes. ตอนยื่นน้ำให้พูด Here’s your water. ตอนเก็บของเล่นพูด Let’s clean up.
ประโยคเหล่านี้มีภาพและการกระทำอยู่ตรงหน้า จึงต่างจากการนั่งท่องคำศัพท์ที่ไม่มีบริบท
เป้าหมายช่วงแรกไม่จำเป็นต้องให้ลูกพูดตามทันที การสังเกตว่าเขาตอบสนองต่อคำพูดในสถานการณ์ได้หรือไม่เป็นข้อมูลหนึ่งว่าบริบทช่วยให้ตามความหมายได้แค่ไหน โดยไม่ควรใช้พฤติกรรมครั้งเดียวสรุประดับภาษาโดยรวม
อย่าถามทุกอย่างเป็นข้อสอบ
ภาษาในชีวิตจริงไม่ได้มีแต่คำถามประเภท What is this?
ถ้าพ่อแม่ใช้ภาษาอังกฤษเฉพาะเวลาจะทดสอบ เด็กอาจรู้สึกว่าการได้ยินอังกฤษหมายถึงต้องตอบให้ถูก
ลองเพิ่มประโยคบอกเล่าและความคิดเห็นด้วย เช่น:
That’s a big truck.
Your hands are wet.
This soup is hot.
The cat is sleeping.
You found it!
เด็กจึงได้ยินภาษาที่มีหน้าที่หลายแบบ ทั้งบอก สังเกต ชื่นชม เตือน และชวนคุย
เวลากินข้าวเป็นช่วงที่ใช้ภาษาได้เยอะมาก
อาหารมีทั้งสิ่งของ การเลือก จำนวน ความชอบ และการขอ
ประโยคที่เกิดซ้ำได้ เช่น:
Are you hungry?
Do you want more?
Would you like some water?
Is it hot?
Do you like it?
One more?
ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมดในวันเดียว เลือกเพียงสองสามประโยคที่พ่อแม่จำได้และใช้จริงก่อน
เมื่อเด็กเริ่มตอบสั้น ๆ ได้ ค่อยขยาย เช่นจาก Yes เป็น Yes, please. หรือจาก Water เป็น I want water.
เวลาเล่นคือช่วงที่เด็กมีเหตุผลจะพูด
การเล่นช่วยให้ภาษามีเป้าหมายทันที
เด็กอาจต้องการของชิ้นหนึ่ง อยากให้ตัวละครทำอะไร หรืออยากบอกว่าใครชนะ
พ่อแม่จึงสามารถใช้ภาษาแบบ:
Your turn.
My turn.
Where did it go?
Let’s build a house.
Can you find the blue one?
It’s too big.
ถ้าเด็กสนใจของเล่นชนิดใดมากเป็นพิเศษ ใช้สิ่งนั้นเป็นหัวข้อได้เลย ไม่จำเป็นต้องยึดลำดับคำศัพท์จากหนังสือ หากอยากดูตัวอย่างประโยคที่ใช้กับรถ บล็อก ของเล่นสัตว์ และการผลัดกันเล่นโดยเฉพาะ อ่าน เล่นภาษาอังกฤษกับลูกที่บ้านอย่างไร ให้ได้ใช้ภาษาระหว่างเล่นจริง ต่อได้
ก่อนนอนเหมาะกับภาษาที่ช้าลง
ช่วงก่อนนอนมักมีจังหวะสงบกว่าช่วงอื่น จึงเหมาะกับประโยคเดิมที่ใช้ทุกวัน เช่น:
Time for bed.
Put on your pajamas.
Pick a book.
Are you sleepy?
Good night.
Sweet dreams.
ถ้าครอบครัวอ่านหนังสือก่อนนอนอยู่แล้ว การเพิ่มหนังสือภาษาอังกฤษเข้าไปบางวันทำให้เด็กได้ฟังภาษาที่ยาวกว่าประโยคกิจวัตร
แนวทางอ่านหนังสือโดยไม่เปลี่ยนทุกหน้าเป็นแบบทดสอบอยู่ใน อ่านนิทานภาษาอังกฤษให้ลูกฟังอย่างไร ให้ได้ทั้งภาษาและความสนุก
ถ้าลูกตอบเป็นภาษาไทย ต้องให้พูดใหม่ไหม
ไม่จำเป็นทุกครั้ง
สมมติเราถาม Do you want some milk? แล้วลูกตอบว่า “เอา” นั่นแปลว่าเขาเข้าใจคำถามแล้วระดับหนึ่ง
พ่อแม่สามารถตอบกลับว่า Okay, you want some milk. หรือ Milk, please? เพื่อให้ได้ยินรูปภาษาอังกฤษอีกครั้ง
เมื่อประโยคเกิดซ้ำในสถานการณ์จริง เด็กมีโอกาสเริ่มใช้เองเมื่อพร้อม
การบังคับให้พูดใหม่ทุกครั้งอาจทำให้การสื่อสารติดขัดโดยไม่จำเป็น
ถ้าพ่อแม่คิดประโยคไม่ทัน ให้ใช้ชุดเล็ก ๆ ซ้ำ
ความคล่องมาจากการใช้ซ้ำ ไม่ใช่การมีประโยคใหม่ทุกวัน
เลือกชุดเล็ก ๆ ของประโยคที่บ้านใช้บ่อย แล้วใช้จนผู้ปกครองหยิบมาพูดได้โดยไม่ต้องเตรียมทุกครั้ง เมื่อชุดแรกคุ้นแล้วจึงค่อยเพิ่มภาษาใหม่
วิธีนี้ช่วยพ่อแม่ด้วย เพราะเราค่อย ๆ สร้างภาษาอังกฤษที่พร้อมใช้จริง แทนการจำรายการยาวที่ไม่เคยได้พูด
ถ้ายังไม่มั่นใจภาษาอังกฤษของตัวเอง อ่านต่อที่ พ่อแม่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ จะสอนลูกที่บ้านได้ไหม
เชื่อมคำจากหนังสือและการ์ตูนกลับมาที่บ้าน
ภาษาในชีวิตประจำวันไม่จำเป็นต้องมาจากพ่อแม่คิดเองทั้งหมด
ถ้าลูกได้ยินคำหรือประโยคจากหนังสือหรือการ์ตูนที่ชอบ พ่อแม่สามารถหยิบมาใช้ในสถานการณ์จริงได้
ประโยคที่เคยเป็นของตัวละครจึงกลายเป็นภาษาที่ใช้ในบ้าน และเด็กเห็นว่าคำเดียวกันเดินทางข้ามจากเรื่องราวมาสู่ชีวิตจริงได้
ในประสบการณ์ของเรา การ์ตูนภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในแหล่งเสียงและสำเนียงที่ใช้ร่วมกับการพูดคุยและหนังสือ อ่านเพิ่มได้ที่ ให้ลูกดูการ์ตูนภาษาอังกฤษดีไหม และใช้ให้ช่วยเรื่องภาษาอย่างไร
ไม่ต้องแปลทุกประโยค
ถ้าสถานการณ์ชัด ลองให้บริบททำงานก่อน
พูด Sit down พร้อมชี้เก้าอี้ หรือพูด Give me the ball พร้อมยื่นมือ เด็กมีข้อมูลมากพอที่จะเดาความหมาย
ถ้าไม่เข้าใจจริง ๆ สามารถช่วยเป็นภาษาไทยได้ ไม่มีความจำเป็นต้องรักษากฎว่าห้ามแปลเด็ดขาด
เป้าหมายคือค่อย ๆ ทำให้เด็กเชื่อมเสียงอังกฤษกับความหมายโดยตรงมากขึ้น ไม่ใช่ทำให้ทุกคนติดอยู่กับกติกา
สิ่งที่ควรเพิ่มเมื่อเด็กเริ่มพูดมากขึ้น
เมื่อเด็กเริ่มตอบคำหรือประโยคสั้นได้ เราสามารถขยายภาษาโดยไม่ต้องเปลี่ยนหัวข้อ
เด็ก: Car.
ผู้ปกครอง: Yes, a red car.
เด็ก: Dog sleeping.
ผู้ปกครอง: The dog is sleeping on the sofa.
วิธีนี้เด็กได้ยินรูปประโยคที่สมบูรณ์ขึ้นโดยไม่ถูกบอกว่า “พูดผิด”
เมื่อได้ยินรูปภาษาเดิมในหลายสถานการณ์ เด็กมีโอกาสสะสมตัวอย่างที่สามารถนำไปใช้หรือดัดแปลงตอนที่พร้อมพูดเอง
สรุป
การพูดภาษาอังกฤษกับลูกในชีวิตประจำวันไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการพูดทั้งวันหรือมีประโยคเป็นร้อย
เลือกช่วงหนึ่งของวัน ใช้ประโยคสั้นที่สัมพันธ์กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ใช้ซ้ำจนคล่อง และไม่ทำให้ทุกการสนทนาเป็นการทดสอบ
เมื่อภาษาอังกฤษเกิดในตอนกิน เล่น อ่านหนังสือ แต่งตัว และเข้านอน เด็กจะเริ่มเห็นว่าภาษาไม่ได้มีไว้ตอบแบบฝึกอย่างเดียว แต่มีไว้ ขอ เลือก ถาม เล่า เล่น และคุยกับคนจริง
ถ้าต้องการวางภาพรวมทั้งบ้าน อ่านต่อที่ สอนลูกภาษาอังกฤษที่บ้านอย่างไร ให้ภาษาอยู่ในชีวิตประจำวันจริง
