คนเริ่มภาษาอังกฤษมักสงสัยว่า Grammar ภาษาอังกฤษพื้นฐานมีอะไรบ้าง และต้องเรียน tense ทั้งหมดก่อนเริ่มพูดหรือไม่
คำตอบคือไม่จำเป็น
สำหรับผู้เริ่มต้น การเลือก grammar ที่ช่วยให้สร้างและเข้าใจประโยคพื้นฐานได้ก่อน มักมีประโยชน์กว่าพยายามจำชื่อโครงสร้างทั้งหมดพร้อมกัน แล้วค่อยเพิ่มรายละเอียดเมื่อเจอสถานการณ์ที่ต้องใช้จริง
1. ลำดับคำพื้นฐาน
ประโยคบอกเล่าง่าย ๆ จำนวนมากใช้ลำดับ Subject + Verb และถ้ากริยาต้องมีกรรมจึงต่อด้วย Object เช่น:
I sleep.
I like coffee.
She plays tennis.
We study English.
แต่ไม่ใช่ทุกประโยคจะมีกรรม และประโยคที่ใช้ be ก็มีโครงต่างออกไป เช่น She is tired. การเข้าใจตำแหน่งคำจึงสำคัญกว่าการจำสูตร SVO เป็นกฎครอบทุกประโยค
2. Verb to be: am, is, are
ใช้กับการบอกว่าใครเป็นอะไร อยู่ในสภาพไหน หรืออยู่ที่ไหน
I am tired.
She is a teacher.
They are at home.
รูปคำถาม:
Are you ready?
Is he at school?
ผู้เริ่มต้นควรฝึก am/is/are ในประโยคจริง ไม่ใช่ท่องตารางอย่างเดียว
3. Present Simple
ใช้พูดเรื่องทั่วไป ความจริง และกิจวัตร
I work in Bangkok.
She goes to school by bus.
We drink coffee every morning.
จุดที่ต้องสังเกตคือ he/she/it มักเพิ่ม -s หรือ -es ที่กริยา
รูปปฏิเสธ:
I don’t like tea.
He doesn’t drive.
รูปคำถาม:
Do you like music?
Does she work here?
4. Present Continuous
ใช้พูดสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
โครง:
am/is/are + verb-ing
I am studying.
She is cooking.
They are playing football.
เปรียบเทียบ:
I work every day.
I am working now.
ประโยคแรกคือกิจวัตร ประโยคหลังคือสิ่งที่กำลังทำตอนนี้
5. Past Simple
ใช้พูดเหตุการณ์ที่จบแล้วในอดีต
I watched a movie yesterday.
We visited Chiang Mai last week.
She went home early.
กริยามีทั้ง regular เช่น worked, played และ irregular เช่น went, saw, had
ไม่จำเป็นต้องท่อง irregular verb ทั้งหมดในครั้งเดียว เลือกคำที่ใช้บ่อยก่อน
6. การพูดถึงอนาคตด้วย will และ be going to
ภาษาอังกฤษมีหลายวิธีพูดถึงอนาคต และ will กับ be going to เป็นสองรูปที่ผู้เริ่มต้นเจอบ่อย
I’ll call you later.
I’m going to study tonight.
โดยทั่วไป be going to มักใช้กับสิ่งที่ตั้งใจหรือมีแผนอยู่แล้ว ส่วน will ใช้ได้กว้าง เช่นการตัดสินใจ ณ ตอนพูด การให้คำมั่น หรือการคาดการณ์ แต่ความหมายจริงขึ้นกับบริบท ไม่ควรจำเป็นกฎแข็งว่าหนึ่งรูปใช้ได้เพียงหน้าที่เดียว
7. Pronouns
คำสรรพนามพื้นฐาน:
I — ฉัน / ผม
you — คุณ / เธอ / พวกคุณ
he — เขา (ผู้ชาย)
she — เขา (ผู้หญิง)
it — ใช้แทนสิ่งของ สัตว์ หรือสิ่งที่กล่าวถึงตามบริบท
we — พวกเรา
they — พวกเขา / พวกมัน / สิ่งเหล่านั้นตามบริบท
คำแปลไทยเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ สิ่งสำคัญคือดูว่าคำสรรพนามกำลังแทนใครหรืออะไรในประโยค จากนั้นค่อยเพิ่มรูปกรรม เช่น me, him, her, us, them
ตัวอย่าง:
She called me.
I saw him yesterday.
8. Articles: a, an, the
a/an ใช้กับคำนามเอกพจน์ที่ยังไม่เฉพาะเจาะจง
I saw a dog.
the ใช้เมื่อพูดถึงสิ่งที่คู่สนทนารู้ว่าหมายถึงอะไร หรือกล่าวถึงเฉพาะ
The dog is under the table.
Articles เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามาก ผู้เริ่มต้นควรเรียนจากตัวอย่างและ pattern ไม่ต้องพยายามจำทุกกฎในวันเดียว
9. คำถาม Wh-
คำถามพื้นฐาน ได้แก่:
What — อะไร
Who — ใคร
Where — ที่ไหน
When — เมื่อไร
Why — ทำไม
How — อย่างไร
ตัวอย่าง:
Where do you live?
What do you do?
Why are you tired?
How do you go to work?
คำถามเหล่านี้ควรฝึกคู่กับคำตอบ เพื่อให้ใช้ในบทสนทนาได้จริง
10. Prepositions พื้นฐาน
คำที่ใช้บ่อย เช่น:
in — ใน
on — บน
at — ที่
under — ใต้
next to — ข้าง
behind — หลัง
in front of — หน้า
ตัวอย่าง:
The keys are on the table.
I’m at school.
She lives in Bangkok.
in/on/at มีหลายการใช้ จึงควรเรียนเป็นวลีและสถานการณ์มากกว่าจำคำแปลคำเดียว
ต้องเรียนทั้ง “12 tense” ก่อนหรือไม่
ไม่จำเป็นสำหรับผู้เริ่มต้น และคำว่า “12 tense” เองเป็นกรอบการสอนที่ใช้กันแพร่หลายเพื่อจัดหมวดรูปกริยา ไม่ใช่รายการที่ต้องเรียนให้ครบก่อนเริ่มสื่อสาร
ช่วงแรกให้เน้นรูปที่ตรงกับสิ่งที่ต้องพูดบ่อย เช่น present simple, present continuous และ past simple พร้อมวิธีพูดถึงอนาคตพื้นฐาน แล้วค่อยเพิ่ม present perfect หรือโครงสร้างอื่นเมื่อบริบทที่เรียนเริ่มต้องใช้
เรียน grammar อย่างไรไม่ให้จำกฎแต่ใช้ไม่เป็น
ใช้ลำดับนี้:
ดูตัวอย่าง
สังเกต pattern
อ่านคำอธิบาย
ทำแบบฝึกที่มีกรอบ
สร้างประโยคของตัวเอง
ใช้ในบทสนทนา
ถ้าอ่านกฎแล้วไม่เคยสร้างประโยค ความรู้จะอยู่ในระดับ “อธิบายได้” แต่ยังไม่พร้อมใช้
บทความ ควรเรียนไวยากรณ์ตอนไหน อธิบายเรื่องนี้ลึกขึ้น
Grammar สำคัญกับการพูดแค่ไหน
สำคัญ แต่ไม่ควรทำให้หยุดพูดทุกประโยค
ช่วงฝึก grammar ให้ใส่ใจความถูกต้องเต็มที่
ช่วง conversation ให้พูดให้จบก่อน แล้วค่อยกลับมาแก้จุดสำคัญ
ผู้เรียนต้องพัฒนาทั้ง accuracy และ fluency
สรุป
Grammar ภาษาอังกฤษพื้นฐานที่ควรรู้ ได้แก่:
ลำดับคำ
verb to be
present simple
present continuous
past simple
future พื้นฐาน
pronouns
articles
คำถาม
prepositions
ไม่ต้องเรียนทุกกฎพร้อมกัน
เลือก grammar ที่ช่วยให้พูดสิ่งที่ต้องการในตอนนี้ แล้วใช้ซ้ำในประโยคจริง เมื่อ pattern เริ่มคล่อง ค่อยขยายไปเรื่องใหม่
